หัวข้อ: รู้เรื่องแบตฯ เริ่มหัวข้อโดย: P'TEAK ที่ 22 มิถุนายน 2554 12:02:48 :emo2 :emotk :emotk :emotk
การดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ ให้ถูกวิธีจะช่วยให้เราใช้งานแบตเตอรี่ได้คุ้มค่าที่สุด ด้วยวิธีการง่ายๆ ดังนี้ 1. ตรวจสอบสภาพของแบตเตอรี่รถยนต์ี่เสมอ อย่าให้มีรอยแตกร้าว เพราะจะทำให้แบตเตอรี่รถยนต์ไม่เก็บประจุไฟฟ้า 2. ดูแลขั้วแบตเตอรี่ให้สะอาดเสมอ ถ้ามีคราบเกลือเกิดขึ้น ให้ทำความสะอาด ง่ายที่สุดคือใช้น้ำร้อนราด 3. ตรวจสภาพของระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่รถยนต์ทุกๆ 1 สัปดาห์ 4. ตรวจเช็กระบบไฟชาร์จของอัลเตอร์เนเตอร์ ว่าระบบไฟชาร์จต่ำหรือสูงไป ถ้าต่ำไป จะมีผลทำให้กำลังไฟไม่พอใช้ในขณะสตาร์ตเครื่องยนต์ หรือถ้าสูงไปจะทำให้ น้ำกรดและน้ำกลั่นอยู่ภายในระเหยเร็วหรือเดือดเร็วได้ ในช่วงเวลาเดียวกัน 5. ช่วงที่มีอากาศหนาวหรืออุณหภูมิต่ำ ประสิทธิภาพการแพร่กระจาย ของน้ำกรด และน้ำกลั่นจะด้อยลงเพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้กระแสไฟมากๆ ขณะอากาศเย็น 6. ควรศึกษาถึงการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ให้เหมาะสมกับแบตเตอรี่รถยนต์และไดชาร์จ เพื่อที่จะให้วงจรการไหลของไฟฟ้าเป็นไปด้วยดี 7. ควรเติมน้ำกลั่นให้ได้ตามระดับที่กำหนด ไม่ควรเติมต่ำหรือสูงเกินไป ถอดแบตเตอรี่รถยนต์อย่างไรจึงจะปลอดภัย การเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ ก็ต้องมีวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้การเสียหายเกิดขึ้น ข้อพึงระวังสำหรับการเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์เอง คือ 1. ต้องดับเครื่องก่อนเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ทุกครั้ง (OFF) 2. ในการถอดแบตเตอรี่รถยนต์ ต้องถอดขั้วลบ (-) ออกก่อนเสมอ เพื่อป้องกัน การลัดวงจร 3. และเมื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ลูกใหม่เข้าไป ต้องใส่ขั้วบวก (+) ก่อนเสมอ จำหลักง่ายๆ ถอดลบ (-) ใส่บวก (+) เสมอ เพื่อป้องกันการลัดวงจรและเกิดประกายไฟกับรถยนต์แสนรักของคุณ เราจะทราบได้อย่างไรว่าแบตเตอรี่รถยนต์เริ่มเสื่อม เมื่อเราใช้แบตเตอรี่รถยนต์ไปได้สัก 1 ปีครึ่ง หรือ 2 ปี แบตเตอรี่จะเริ่มเสื่อมสภาพ หากสังเกตดีๆ เมื่อแบตเตอรี่รถยนต์ใกล้เสื่อมสภาพจะมีสัญญาณเตือนดังนี้ 1. เครื่องยนต์เริ่มสตาร์ทติดยาก 2. ไฟหน้าไม่ค่อยสว่าง 3. ระบบกระจกไฟฟ้าทำงานช้าลง 4. ระบบไฟฟ้าในรถทำงานผิดปรกติ ที่มา: http://thaicar.airbusy.com -การติดตั้งแบตเตอรี่รถยนต์ใหม่ บางครั้ง หากมีการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถยนต์เพิ่ม แบตเตอรรถยนต์ี่ก็ควรถูกปรับเปลี่ยนความจุให้มีมากขึ้นด้วย ซึ่งหากมีการติดตั้งแบตเตอรี่ใหม่ในยานพาหนะ ควรปฏิบัติดังนี้ 1. สังเกตว่าแบตเตอรี่รถยนต์ใหม่ ซึ่งจะใช้ติดรถ อยู่ในสภาพไฟเต็ม 2. ควรบันทึกวันที่เริ่มใช้แบตเตอรี่รถยนต์ใหม่ ไว้เพื่อการตรวจสอบสภาพเป็นช่วงๆ 3. ยึดแบตเตอรี่รถยนต์และแท่นวางแบตเตอรี่รถยนต์ให้แน่น ไม่เคลื่อนไหว 4. ถ้าแบตเตอรี่รถยนต์มีท่อยาวระบายอากาศ อย่าให้ท่อระบายอากาศถูกกดทับเพราะอาจทำให้แบตเตอรี่รถยนต์ระเบิดได้ 5. ใส่ขั้วไฟก่อน (อาจเป็นขั้วบวกหรือขั้วลบก็แล้วแต่ชนิดของรถ) ก่อนใส่ ควรขยายขั้วสวมให้โตกว่าขั้วแบตเตอรี่รถยนต์เล็กน้อย ห้ามตอกขั้วต่ออัดลงไปเพราะจะทำให้ขั้วแบตเตอรี่รถยนต์ี่ทรุดตัว แบตเตอรี่อาจเสียหายได้ 6. เมื่อต่อขั้วเรียบร้อย ทาขั้วด้วยจารบี หรือวาสลิน 7. ต่อขั้วดินเป็นอันดับสุดท้าย จากนั้นก่อนสตาร์ทเครื่อง ก็ควรตรวจดูความถูกต้องในการต่อขั้วอีกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของรถยนต์และตัวคุณเองครับ -การต่อพ่วงแบตเตอรี่ฉุกเฉิน บางครั้งแบตเตอรี่รถยนต์ของเรา หรือรถยนต์คันอื่นๆ เกิดการไฟหมด อาจจะต้องมีการต่อพ่วงกัน เราจึงจำเป็นจะต้องเรียนรู้การต่อพ่วงอย่าง ถูกวิธีไว้บ้าง เริ่มจากจอดรถใกล้กันแต่อย่าให้สัมผัสกัน ใช้สายพ่วงที่ใหญ่ แต่ไม่ยาวเกินไป จากนั้นปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้ 1. ต่อขั้วบวก (+) ของสายพ่วงเส้นที่ 1 เข้ากับขั้วบวก (+) ของแบตเตอรี่รถยนต์ ลูกที่ไฟหมด 2. ต่อขั้วอีกข้างหนึ่งของสายพ่วงเส้นที่ 1 เข้ากับขั้วบวก (+) ของแบตเตอรี่รถยนต์ลูกที่ดี 3. ต่อขั้วลบ (-) ของสายพ่วงเส้นที่ 2 เข้ากับขั้วลบ (-) ของแบตเตอรี่รถยนต์ลูกที่ดี 4. ต่อขั้วอีกข้างหนึ่งของสายพ่วงเส้นที่ 2 เข้ากับโครงรถคันทีแบตเตอรี่รถยนต์ไฟหมด 5. เมื่อสตาร์ทรถยนต์คันที่ไฟหมด ติดแล้ว จึงค่อยถอดสายพ่วงแบตเตอรี่รถยนต์ทวนตามลำดับที่กล่าวมาข้างต้น -การเก็บแบตเตอรี่รถยนต์อย่างถูกวิธี การที่คุณจอดรถไว้โดยไม่ได้ใช้งานเกิน 2 สัปดาห์ จะมีผลกับแบตเตอรี่ของคุณแน่นอน เพราะแบตเตอรี่รถยนต์จะมีการคายประจุไฟออกมาตลอดเวลา ถ้าไม่มีการชาร์จไฟเข้า แผ่นธาตุภายในจะเสื่อมสภาพ ไม่สามารถเก็บกระแสไฟฟ้าไว้ได้ แต่ถ้าจำเป็นต้องจอดรถทิ้งไว้ควรเก็บรักษาแบตเตอรี่รถยนต์ เพื่อให้สามารถนำแบตเตอรี่กลับไปใช้งานได้อีก ตามวิธีดังนี้ คือ - การเก็บแบตเตอรี่รถยนต์แบบแห้ง (Dry Storage) เป็นการเก็บแบตเตอรี่รถยนต์ไว้โดยไม่มีสารละลายอยู่ในแบตเตอรี่รถยนต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเก็บแบตเตอรี่รถยนต์ ที่ผลิตออกมาจากโรงงานใหม่ๆ เมื่อต้องการจะใช้งานก็จะนำแบตเตอรี่ไปเติมสารละลายและประจุไฟฟ้าให้เต็ม แต่สำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ที่ใช้แล้วมีสารละลายอยู่ภายในแบตเตอรรถยนต์ี่ การเก็บให้ถอดแบตเตอรี่รถยนต์ออกจากรถ นำไปชาร์จไฟให้เต็มแล้วเทน้ำยาทิ้ง ใช้น้ำกลั่นล้างแล้วเทคว่ำให้แห้ง เมื่อต้องการจะใช้แบตเตอรี่รถยนต์ก็นำไปเติมน้ำยาและชาร์จไฟใหม่ - การเก็บแบตเตอรี่รถยนต์แบบเปียก (Wet Storage) แบตเตอรี่รถยนต์ถึงแม้จะชาร์จไฟเต็มแล้ว ถ้าปล่อยทิ้งไว้ก็จะสามารถคายประจุไฟออกมาเอง ดังนั้นการเก็บแบตเตอรี่รถยนต์ในขณะที่แบตเตอรี่ มีน้ำกรดอยู่ภายใน ควรนำไปประจุไฟทุกๆ 15 วัน การเก็บแบตเตอรี่รถยนต์แบบนี้ถือว่าเป็นการจัดเก็บแบบชั่วคราว เพื่อลดปัญหาแบตเตอรี่รถยนต์ เสื่อมสภาพ อย่าลืมเก็บแบตเตอรี่รถยนต์ให้ถูกวิธีนะครับ -เปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ลูกใหญ่ แอมป์สูงดีหรือไม่ หากแบตเตอรี่หมดสภาพ หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ และแบตเตอรี่รถยนต์ลูกเดิมมีแอมป์ไม่สูงนัก ก็ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ให้ลูกใหญ่ขึ้น แอมป์สูงขึ้น ด้วยราคาที่สูงกว่ากันเพียงไม่กี่ร้อยบาท แต่จะทำให้รถยนต์ของคุณมีกำลังไฟฟ้าสำรองมากขึ้น กำลังไฟฟ้าแรงขึ้น และทำให้ไดชาร์จทำงานหนักน้อยลง ทำให้ไม่พังง่าย ฉะนั้นเมื่อแบตเตอรี่หมดสภาพหรือ มีการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นควรคำนึงถึงคำถามที่ว่า "เปลี่ยนแบตเตอรีรถยนต์่ลูกใหญ่ แอมป์สูงดีไหม" นี้ด้วย เพราะเสียเงินเพิ่มไม่กี่ร้อยบาท แต่ได้สิ่งที่คุ้มค่ากว่ากลับคืนมา -ทำไมแบตเตอรี่รถยนต์หมด หาก ไดชาร์จปกติ แบตเตอรี่ไม่เสื่อม และไม่มีการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าเพิ่มเติมจนกินกระแสไฟฟ้ามากเกินไปแบตเตอรี่รถยนต์ จะไม่มีการหมดนอกจากในเครื่องยนต์รอบเดินเบาไดชาร์จผลิตไฟฟ้าได้น้อยกว่าการใช้อยู่มาก และจอดนิ่งนานหลายชั่วโมง แบตเตอรี่รถยนต์อาจหมดได้ ซึ่งไม่ค่อยพบปัญหานี้ในการใช้งานบนสภาพจราจรปกติ เพราะในการใช้รถยนต์ เมื่อมีการใช้ไฟฟ้าจากหลายอุปกรณ์ เช่น เครื่องยนต์ แอร์ เครื่องเสียง ไฟส่องสว่าง ฯลฯ ก็จะมีไดชาร์จคอยส่งไฟฟ้าที่เหลือจากการใช้คืนกลับเข้าไปสู่แบตเตอรรถยนต์ี่อยู่ ตลอด หากแบตเตอรี่รถยนต์หมด เพราะไดชาร์จผิดปกติ คือผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอ แต่แบตเตอรี่ ยังไม่หมดสภาพจะมีการดึงไฟฟ้าออกจากแบตเตอรี่รถยนต์ไปใช้เรื่อยๆ ก็แค่ซ่อมแซมระบบไดชาร์จให้เป็นปกติ ใช้เครื่องประจุแบตเตอรี่รถยนต์ให้เต็ม หรือทำให้เครื่องยนต์ติดแล้วให้ไดชาร์จประจุไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่รถยนต์ก็สามารถ ใช้งานได้ตามปกติ หลังจอดรถยนต์ไว้ ถ้าแบตเตอรี่รถยนต์หมดหรือกระแสไฟฟ้าอ่อนลงมากจนไดสตาร์ตหมุนเครื่องยนต์ไม่ไหว ขณะที่ระบบไดชาร์จและเครื่องยนต์ปกติ แสดงว่าแบตเตอรี่รถยนต์หมดสภาพ ก็ถึงคราวจะต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์กันแล้วคราวนี้ การดูแล รักษาแบตเตอรี่รถยนต์ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดไฟฟ้าของรถยนต์ให้ใช้งานได้นานนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่คุณตรวจเช็กระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่รถยนต์ทุกสัปดาห์ โดยเติมน้ำกลั่นให้ปริมาณได้ระดับอยู่เสมอ หากถ้าแบตเตอรี่ของคุณเป็นแบบที่มีผิวด้านข้างใส ก็สามารถส่องดูจากด้านข้างแบตเตอรี่ได้ แต่ถ้าแบตเตอรี่รถยนต์เป็นแบบผิวทึบ หรือมองจากทางด้านข้างของแบตเตอรี่ไม่สะดวก ก็ให้เติมน้ำกลั่นให้ท่วมแถบแผ่นธาตุไว้ประมาณ 1 เซนติเมตร ไม่ควรใช้น้ำกรองหรือใช้น้ำที่ไม่ใช่น้ำกลั่นเติมแบตเตอรี่รถยนต์โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้แบตเตอรี่รถยนต์มีอายุการใช้งานสั้นลง -ขั้นตอนการทำความสะอาดแบตเตอรี่รถยนต์ ฟอง ก๊าชที่เกิดจากแบตเตอรี่จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดขี้เกลือที่ขั้ว แบตเตอรี่และสายไฟได้ แต่วิธีทำความสะอาดแบตเตอรี่รถยนต์ก็ไม่ใช่เรื่องยาก แค่ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ ขั้นแรก ใช้แปรงลวดปัดทำความสะอาดด้านบนของแบตเตอรี่รถยนต์ เพื่อขจัดคราบสกปรกในเบื้องต้นก่อน ขั้นที่สอง ใช้แปรงลวดจุ่มโซเดี่ยมคาร์บอเนต หรือโซดาผง ผสมน้ำ ปัดเพื่อทำความสะอาดแบตเตอรี่รถยนต์ ขั้นที่สาม ล้างโซเดี่ยมคาร์บอเนตออกด้วยน้ำสะอาด แล้วใช้ลูกยางดูดน้ำออกให้หมด ขั้น ที่สี่ ถอดสายแบตเตอรี่ออกรถยนต์ (ถอดขั้วลบออกก่อน และเมื่อประกอบกลับคืน ให้ใส่ขั้วบวกก่อน เพื่อป้องกันการเกิดประกายไฟ) จากนั้นเช็ดเพื่อเอาคราบน้ำมันและจาระบีออก -แบตเตอรี่รถยนต์หมดเพราะเปิดไฟหน้าทิ้งไว้ การ เปิดไฟหน้ารถทิ้งไว้หลังดับเครื่องยนต์ ไม่มีผลกับเครื่องยนต์แต่อย่างใด แต่แบตเตอรี่รถยนต์จะถูกดึงกระแสไฟฟ้าไปใช้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการประจุไฟเข้าแบตเตอรี่จากไดชาร์จเหมือนกับช่วงเวลาที่ติดเครื่อง ยนต์ ทำให้กระแสไฟฟ้าหมดหรือเหลือน้อยจนไม่เพียงพอสำหรับการสตาร์ตเครื่องยนต์ หากรู้ตัวว่าลืมปิดไฟหน้า เมื่อจอดรถยนต์ทิ้งไว้เป็นเวลานาน ไม่ควรรีบสตาร์ตเครื่องยนต์ทันที ควรปิดไฟแล้วรอให้แบตเตอรี่รถยนต์เก็บประจุ ประมาณ 5-10 นาที แล้วจึงทดลองสตาร์ต ถ้าสตาร์ต 2-3 ครั้งแล้วเครื่องยนต์ยังไม่ติด ไม่ควรพยายามสตาร์ตต่อ ที่สำคัญ ไม่ควรบิดกุญแจค้างไว้นานเกินไปในช่วงที่สตาร์ต เพราะอาจ ทำให้ไดสตาร์ตเสียหายได้ -ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับแบตเตอรี่รถยนต์ แบตเตอรี่ เป็นอุปกรณ์ประกอบรถยนต์ที่สำคัญ ทำหน้าที่เก็บกระแสไฟฟ้าสำรอง เมื่อเครื่องยนต์ถูกใช้งาน จะมีการประจุไฟฟ้าเข้า-ออก หมุนเวียนสู่แบตเตอรีรถยนต์่อยู่ตลอดเวลา โดยมีคัตเอาต์ทำหน้าที่ตัดประจุเมื่อไฟฟ้าเต็มแบตเตอรี่ และต่อการประจุเมื่อไฟฟ้าในแบตเตอรี่พร่องลง ปกติแล้ว แบตเตอรี่โดยทั่วไปจะมีอายุการใช้งานประมาณ 1.5-2.5 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา ซึ่งในปัจจุบันมีแบตเตอรี่รถยนต์แบบไม่ต้องเติมน้ำกลั่นบ่อย และแบตเตอรี่แบบแห้ง ซึ่งสะดวกต่อการดูแล มีความทนทาน และมีอายุการใช้งานมากกว่าแบบทั่วไป 3-6 เท่า หรือ 5-10 ปี แต่ก็มีราคาที่สูงกว่าเช่นกัน -เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ใหม่ 1. ต้องเติมน้ำกลั่นบ่อย 2. ไฟหน้าไม่สว่าง 3. ตอนเช้าสตาร์ทติดยาก 4. ใช้งานมานานกว่า 1.5 - 2 ปี 5. กระจกไฟฟ้าอืด -ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ที่มีกำลังไฟมากขึ้น ถ้ารถยนต์ของคุณต้องใช้กำลังไฟ เพื่อทำหน้าที่หลายอย่าง 1. เครื่องมือสื่อสาร 2. เปิดแอร์เป็นเวลานานๆ 3. ใช้รถทั้งกลางวัน-กลางคืน 4. มีการเพิ่มปริมาณไฟส่องสว่าง และติดเครื่องเสียงเพิ่ม 5. ใช้รถน้อย หรือใช้รถเฉพาะวันหยุด 6. ใช้รถเฉพาะกลางคืนและเปิดไฟส่องสว่างเป็นเวลานานๆ ข้อควรจำ 1. หมั่นตรวจดูระดับน้ำกลั่นอย่าให้ต่ำกว่าจุด LOWER LEVEL 2. ขันขั้วแบตเตอรี่รถยนต์ให้แน่น เพื่อให้กระแสไฟเดินสะดวก 3. ทำความสะอาดคราบสกปรก ที่ติดตามขั้วแบตเตอรี่ และพื้นผิวให้สะอาด หัวข้อ: Re: รู้เรื่องแบตฯ เริ่มหัวข้อโดย: angel ที่ 22 มิถุนายน 2554 13:37:45 ขอบคุณครับ ดีมากๆเลย :emom
หัวข้อ: Re: รู้เรื่องแบตฯ เริ่มหัวข้อโดย: fogafoga ที่ 23 มิถุนายน 2554 13:10:02 :emo2 :emo2
หัวข้อ: Re: รู้เรื่องแบตฯ เริ่มหัวข้อโดย: totti สายเลี้ยว. ที่ 02 กรกฎาคม 2554 00:03:59 ครบๆ............
หัวข้อ: Re: รู้เรื่องแบตฯ เริ่มหัวข้อโดย: AE 71 ที่ 06 กรกฎาคม 2554 12:12:08 :emotk
หัวข้อ: Re: รู้เรื่องแบตฯ เริ่มหัวข้อโดย: ลุงโย ที่ 09 กรกฎาคม 2554 13:34:47 แท้งกิ๊ว หลายเด้อ :emotk
|