AE. Racing Club
28 กุมภาพันธ์ 2568 00:52:54 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
  แสดงกระทู้
หน้า: [1]
1  AE Racing Club - Classified / Update ราคาอะไหล่ ประดับยนต์ / เปลี่ยน พักกลาง ท่อไอเสีย เมื่อ: 16 ตุลาคม 2555 13:29:20
พอดีอันเดิมเป็นสแตนเลสมันพุแล้วมีเสียงออกมาเลยไปเปลี่ยนเป็นเหล็ก เห็นตียี่ห้อ Nitto ไม่รู้ใช้งานดีไหม
ค่าของ + แรง  1500.-    ร้านที่ทำอยู่หน้า บ. TOT  ถ.แจ้งวัฒนะ   ก่อนถึง IT สแคว
2  AE Racing Club - Classified / Update ราคาอะไหล่ ประดับยนต์ / เปลี่ยนโช๊ค Monroe reflex กระบอกดำ ใส่ AE101 เมื่อ: 22 มิถุนายน 2555 13:39:52
 
ไปเปลี่ยนโช๊คอัพมอลโลรีเฟล็ก สีดำ  ราคาต้นละ 2400.-  รวมค่าแรง เบ้าโช๊คหน้า2ข้าง  ตั้งศูนย์ 500   12500,- ครับ  ผมว่าแพงไป
3  AE Racing Club - FreeStyle / Free Style - AE Racing Club / Re: ราคา AE 101 ขึ้นมาเกือบสามหมื่น จากสองเดือนที่แล้ว เมื่อ: 23 พฤษภาคม 2555 00:06:23
ผมซื้อมา 205000 เมื่อ 4ปีก่อน. 1600GXI.  ปี96. M.  แรงไปนิดแต่ชอบมาก. ติดแก็ส LPG แล้วประหยัดมาก
4  AE Racing Club - FreeStyle / Free Style - AE Racing Club / Re: โคมดำ Depo ทำไมใส่ไม่พอดี ทำอย่างไรครับ ช่วยหน่อย เมื่อ: 03 พฤษภาคม 2555 10:33:02
ขอบคุณครับ กระจ่างแจ้งแล้วครับ
5  AE Racing Club - FreeStyle / Free Style - AE Racing Club / โคมดำ Depo ทำไมใส่ไม่พอดี ทำอย่างไรครับ ช่วยหน่อย เมื่อ: 30 เมษายน 2555 15:41:33
  

รถผม AE101 ครับ  และได้ซื้อไฟหน้าโคมดำ DEPO รวมมุมมาใส่ครับ  แต่กลับใส่ไม่พอดีกับกระจังเดิม คือตรงรูน๊อตยึดจะไม่ตรงกัน
เป็นกันรึเปล่าครับ  และต้องแก้ไขอย่างไรครับ  ขอบคุณครับ
6  AE Racing Club - Knowledge Sharing / รวมบทความ ความรู้ ปัญหาต่างๆ ของรถใช้แก๊ส / Re: สลับเป็นแก๊สแล้ววูบ ขณะที่วิ่งอยู่ + สตาร์ทเอ๋อๆ เมื่อ: 27 พฤศจิกายน 2554 23:38:30
เป็นอาการนี้เหมือนกันครับ  เริ่มแรกสตาร์ทติดยาก (แบตเพิ่งเปลี่ยนด้วย) พอติด เครื่องสดุด เร่งไม่ขึ้น พอมีเสียงดังกิ๊ก รอบปกติเลยเร่งได้ทันใจ (น้ำมันนะ)  หลังจากนั้นสับเป็นแก็สวิ่งได้ปกติ
ไปถามช่างมา ก็บอกว่าเปลี่ยนปั้มติ๊กบ้าง  กรองน้ำมันบ้าง เปลี่ยนแบตฯบ้าง  แต่ผมสงสัยระบบไฟฟ้าที่ร้านแก้สติดมากกว่า  เลยไม่เปลี่ยนอะไรและทำอะไร เพื่อพิสูจน์ว่าติ๊กปกติ กรองปกติ แบตฯปกติ

ช่วงหลังมา เป็นแก็สดับเลย แต่สตาร์ทน้ำมันติดง่าย วิ่งน้ำมันมาตลอด  สตาร์ทครั้งเดียวติดเลย  ไม่มีปัญหาใดๆ  (ระบบน้ำมัน)
แสดงว่าเป็นที่ระบบแก็สเท่านั้น  เดี๋ยวว่าจะตรวจรีเลย์เลือก น้ำมัน-แก็ส   กรองแก็ส  โซรีนอยที่หม้อต้ม

ลองสังเกตุอาการสักระยะก่อนนะครับใจเย็นๆ แล้วหาเหตุของปัญหาครับ
รถหายเป็นปกติไวๆ นะครับ  โชคดีครับ
7  AE Racing Club - Knowledge Sharing / รวมบทความ ความรู้ต่างๆ / Re: อันตรายจากแบตเตอรี่.....เพราะไฟแช็กอันเดียว (อ่านเจอนำมาฝาก) เมื่อ: 15 กรกฎาคม 2554 11:58:22
  จะจดจำเลยครับ จะหาไฟฉายติดรถไว้  และขอให้น้องหายเร็วๆ นะครับ
8  AE Racing Club - FreeStyle / Free Style - AE Racing Club / Re: อยากให้พี่ๆช่วยกัน สรุปราคาซ่อมให้หน่อยครับ ว่าอยู่ประมาณเท่าไหร่ เมื่อ: 15 กรกฎาคม 2554 11:50:04
     อื้อ ผมว่างบหลายอยู่นะ คร่าวๆ ผมว่า 30K ยังไม่อยู่นะ  ท่านอื่นว่าไงครับ
9  AE Racing Club - Knowledge Sharing / รวมบทความ ความรู้ต่างๆ / รู้เรื่องแบตฯ เมื่อ: 22 มิถุนายน 2554 12:02:48
      

การดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ ให้ถูกวิธีจะช่วยให้เราใช้งานแบตเตอรี่ได้คุ้มค่าที่สุด ด้วยวิธีการง่ายๆ ดังนี้


1. ตรวจสอบสภาพของแบตเตอรี่รถยนต์ี่เสมอ อย่าให้มีรอยแตกร้าว เพราะจะทำให้แบตเตอรี่รถยนต์ไม่เก็บประจุไฟฟ้า
2. ดูแลขั้วแบตเตอรี่ให้สะอาดเสมอ ถ้ามีคราบเกลือเกิดขึ้น ให้ทำความสะอาด ง่ายที่สุดคือใช้น้ำร้อนราด
3. ตรวจสภาพของระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่รถยนต์ทุกๆ 1 สัปดาห์
4. ตรวจเช็กระบบไฟชาร์จของอัลเตอร์เนเตอร์ ว่าระบบไฟชาร์จต่ำหรือสูงไป ถ้าต่ำไป จะมีผลทำให้กำลังไฟไม่พอใช้ในขณะสตาร์ตเครื่องยนต์ หรือถ้าสูงไปจะทำให้ น้ำกรดและน้ำกลั่นอยู่ภายในระเหยเร็วหรือเดือดเร็วได้ ในช่วงเวลาเดียวกัน
5. ช่วงที่มีอากาศหนาวหรืออุณหภูมิต่ำ ประสิทธิภาพการแพร่กระจาย ของน้ำกรด และน้ำกลั่นจะด้อยลงเพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้กระแสไฟมากๆ ขณะอากาศเย็น
6. ควรศึกษาถึงการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ให้เหมาะสมกับแบตเตอรี่รถยนต์และไดชาร์จ เพื่อที่จะให้วงจรการไหลของไฟฟ้าเป็นไปด้วยดี
7. ควรเติมน้ำกลั่นให้ได้ตามระดับที่กำหนด ไม่ควรเติมต่ำหรือสูงเกินไป

 
ถอดแบตเตอรี่รถยนต์อย่างไรจึงจะปลอดภัย
การเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ ก็ต้องมีวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้การเสียหายเกิดขึ้น ข้อพึงระวังสำหรับการเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์เอง คือ
1. ต้องดับเครื่องก่อนเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ทุกครั้ง (OFF)
2. ในการถอดแบตเตอรี่รถยนต์ ต้องถอดขั้วลบ (-) ออกก่อนเสมอ เพื่อป้องกัน การลัดวงจร
3. และเมื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ลูกใหม่เข้าไป ต้องใส่ขั้วบวก (+) ก่อนเสมอ

 
จำหลักง่ายๆ “ถอดลบ (-) ใส่บวก (+)” เสมอ เพื่อป้องกันการลัดวงจรและเกิดประกายไฟกับรถยนต์แสนรักของคุณ
เราจะทราบได้อย่างไรว่าแบตเตอรี่รถยนต์เริ่มเสื่อม
เมื่อเราใช้แบตเตอรี่รถยนต์ไปได้สัก 1 ปีครึ่ง หรือ 2 ปี แบตเตอรี่จะเริ่มเสื่อมสภาพ
หากสังเกตดีๆ เมื่อแบตเตอรี่รถยนต์ใกล้เสื่อมสภาพจะมีสัญญาณเตือนดังนี้
1. เครื่องยนต์เริ่มสตาร์ทติดยาก
2. ไฟหน้าไม่ค่อยสว่าง
3. ระบบกระจกไฟฟ้าทำงานช้าลง
4. ระบบไฟฟ้าในรถทำงานผิดปรกติ

ที่มา: http://thaicar.airbusy.com

 

-การติดตั้งแบตเตอรี่รถยนต์ใหม่
บางครั้ง หากมีการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถยนต์เพิ่ม แบตเตอรรถยนต์ี่ก็ควรถูกปรับเปลี่ยนความจุให้มีมากขึ้นด้วย
ซึ่งหากมีการติดตั้งแบตเตอรี่ใหม่ในยานพาหนะ ควรปฏิบัติดังนี้

1. สังเกตว่าแบตเตอรี่รถยนต์ใหม่ ซึ่งจะใช้ติดรถ อยู่ในสภาพไฟเต็ม
2. ควรบันทึกวันที่เริ่มใช้แบตเตอรี่รถยนต์ใหม่ ไว้เพื่อการตรวจสอบสภาพเป็นช่วงๆ
3. ยึดแบตเตอรี่รถยนต์และแท่นวางแบตเตอรี่รถยนต์ให้แน่น ไม่เคลื่อนไหว
4. ถ้าแบตเตอรี่รถยนต์มีท่อยาวระบายอากาศ อย่าให้ท่อระบายอากาศถูกกดทับเพราะอาจทำให้แบตเตอรี่รถยนต์ระเบิดได้
5. ใส่ขั้วไฟก่อน (อาจเป็นขั้วบวกหรือขั้วลบก็แล้วแต่ชนิดของรถ) ก่อนใส่
ควรขยายขั้วสวมให้โตกว่าขั้วแบตเตอรี่รถยนต์เล็กน้อย ห้ามตอกขั้วต่ออัดลงไปเพราะจะทำให้ขั้วแบตเตอรี่รถยนต์ี่ทรุดตัว
แบตเตอรี่อาจเสียหายได้
6. เมื่อต่อขั้วเรียบร้อย ทาขั้วด้วยจารบี หรือวาสลิน
7. ต่อขั้วดินเป็นอันดับสุดท้าย

จากนั้นก่อนสตาร์ทเครื่อง ก็ควรตรวจดูความถูกต้องในการต่อขั้วอีกครั้ง
เพื่อความปลอดภัยของรถยนต์และตัวคุณเองครับ

-การต่อพ่วงแบตเตอรี่ฉุกเฉิน
บางครั้งแบตเตอรี่รถยนต์ของเรา หรือรถยนต์คันอื่นๆ เกิดการไฟหมด
อาจจะต้องมีการต่อพ่วงกัน เราจึงจำเป็นจะต้องเรียนรู้การต่อพ่วงอย่าง
ถูกวิธีไว้บ้าง เริ่มจากจอดรถใกล้กันแต่อย่าให้สัมผัสกัน ใช้สายพ่วงที่ใหญ่ แต่ไม่ยาวเกินไป
จากนั้นปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้

1. ต่อขั้วบวก (+) ของสายพ่วงเส้นที่ 1 เข้ากับขั้วบวก (+) ของแบตเตอรี่รถยนต์ ลูกที่ไฟหมด
2. ต่อขั้วอีกข้างหนึ่งของสายพ่วงเส้นที่ 1 เข้ากับขั้วบวก (+) ของแบตเตอรี่รถยนต์ลูกที่ดี
3. ต่อขั้วลบ (-) ของสายพ่วงเส้นที่ 2 เข้ากับขั้วลบ (-) ของแบตเตอรี่รถยนต์ลูกที่ดี
4. ต่อขั้วอีกข้างหนึ่งของสายพ่วงเส้นที่ 2 เข้ากับโครงรถคันทีแบตเตอรี่รถยนต์ไฟหมด
5. เมื่อสตาร์ทรถยนต์คันที่ไฟหมด ติดแล้ว จึงค่อยถอดสายพ่วงแบตเตอรี่รถยนต์ทวนตามลำดับที่กล่าวมาข้างต้น


-การเก็บแบตเตอรี่รถยนต์อย่างถูกวิธี
การที่คุณจอดรถไว้โดยไม่ได้ใช้งานเกิน 2 สัปดาห์ จะมีผลกับแบตเตอรี่ของคุณแน่นอน
 เพราะแบตเตอรี่รถยนต์จะมีการคายประจุไฟออกมาตลอดเวลา ถ้าไม่มีการชาร์จไฟเข้า
แผ่นธาตุภายในจะเสื่อมสภาพ ไม่สามารถเก็บกระแสไฟฟ้าไว้ได้ แต่ถ้าจำเป็นต้องจอดรถทิ้งไว้ควรเก็บรักษาแบตเตอรี่รถยนต์
เพื่อให้สามารถนำแบตเตอรี่กลับไปใช้งานได้อีก ตามวิธีดังนี้ คือ

- การเก็บแบตเตอรี่รถยนต์แบบแห้ง (Dry Storage)
เป็นการเก็บแบตเตอรี่รถยนต์ไว้โดยไม่มีสารละลายอยู่ในแบตเตอรี่รถยนต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเก็บแบตเตอรี่รถยนต์
ที่ผลิตออกมาจากโรงงานใหม่ๆ เมื่อต้องการจะใช้งานก็จะนำแบตเตอรี่ไปเติมสารละลายและประจุไฟฟ้าให้เต็ม
แต่สำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ที่ใช้แล้วมีสารละลายอยู่ภายในแบตเตอรรถยนต์ี่ การเก็บให้ถอดแบตเตอรี่รถยนต์ออกจากรถ
นำไปชาร์จไฟให้เต็มแล้วเทน้ำยาทิ้ง ใช้น้ำกลั่นล้างแล้วเทคว่ำให้แห้ง
เมื่อต้องการจะใช้แบตเตอรี่รถยนต์ก็นำไปเติมน้ำยาและชาร์จไฟใหม่



- การเก็บแบตเตอรี่รถยนต์แบบเปียก (Wet Storage)
แบตเตอรี่รถยนต์ถึงแม้จะชาร์จไฟเต็มแล้ว ถ้าปล่อยทิ้งไว้ก็จะสามารถคายประจุไฟออกมาเอง
ดังนั้นการเก็บแบตเตอรี่รถยนต์ในขณะที่แบตเตอรี่ มีน้ำกรดอยู่ภายใน ควรนำไปประจุไฟทุกๆ 15 วัน
การเก็บแบตเตอรี่รถยนต์แบบนี้ถือว่าเป็นการจัดเก็บแบบชั่วคราว เพื่อลดปัญหาแบตเตอรี่รถยนต์ เสื่อมสภาพ
อย่าลืมเก็บแบตเตอรี่รถยนต์ให้ถูกวิธีนะครับ



-เปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ลูกใหญ่ แอมป์สูงดีหรือไม่

หากแบตเตอรี่หมดสภาพ หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ และแบตเตอรี่รถยนต์ลูกเดิมมีแอมป์ไม่สูงนัก
ก็ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ให้ลูกใหญ่ขึ้น แอมป์สูงขึ้น ด้วยราคาที่สูงกว่ากันเพียงไม่กี่ร้อยบาท
แต่จะทำให้รถยนต์ของคุณมีกำลังไฟฟ้าสำรองมากขึ้น กำลังไฟฟ้าแรงขึ้น
และทำให้ไดชาร์จทำงานหนักน้อยลง ทำให้ไม่พังง่าย ฉะนั้นเมื่อแบตเตอรี่หมดสภาพหรือ
มีการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นควรคำนึงถึงคำถามที่ว่า "เปลี่ยนแบตเตอรีรถยนต์่ลูกใหญ่ แอมป์สูงดีไหม" นี้ด้วย
เพราะเสียเงินเพิ่มไม่กี่ร้อยบาท แต่ได้สิ่งที่คุ้มค่ากว่ากลับคืนมา



-ทำไมแบตเตอรี่รถยนต์หมด
หาก ไดชาร์จปกติ แบตเตอรี่ไม่เสื่อม และไม่มีการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าเพิ่มเติมจนกินกระแสไฟฟ้ามากเกินไปแบตเตอรี่รถยนต์ จะไม่มีการหมดนอกจากในเครื่องยนต์รอบเดินเบาไดชาร์จผลิตไฟฟ้าได้น้อยกว่าการใช้อยู่มาก และจอดนิ่งนานหลายชั่วโมง แบตเตอรี่รถยนต์อาจหมดได้ ซึ่งไม่ค่อยพบปัญหานี้ในการใช้งานบนสภาพจราจรปกติ เพราะในการใช้รถยนต์ เมื่อมีการใช้ไฟฟ้าจากหลายอุปกรณ์ เช่น เครื่องยนต์ แอร์ เครื่องเสียง ไฟส่องสว่าง ฯลฯ ก็จะมีไดชาร์จคอยส่งไฟฟ้าที่เหลือจากการใช้คืนกลับเข้าไปสู่แบตเตอรรถยนต์ี่อยู่ ตลอด หากแบตเตอรี่รถยนต์หมด เพราะไดชาร์จผิดปกติ คือผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอ แต่แบตเตอรี่ ยังไม่หมดสภาพจะมีการดึงไฟฟ้าออกจากแบตเตอรี่รถยนต์ไปใช้เรื่อยๆ ก็แค่ซ่อมแซมระบบไดชาร์จให้เป็นปกติ ใช้เครื่องประจุแบตเตอรี่รถยนต์ให้เต็ม หรือทำให้เครื่องยนต์ติดแล้วให้ไดชาร์จประจุไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่รถยนต์ก็สามารถ ใช้งานได้ตามปกติ

หลังจอดรถยนต์ไว้ ถ้าแบตเตอรี่รถยนต์หมดหรือกระแสไฟฟ้าอ่อนลงมากจนไดสตาร์ตหมุนเครื่องยนต์ไม่ไหว ขณะที่ระบบไดชาร์จและเครื่องยนต์ปกติ แสดงว่าแบตเตอรี่รถยนต์หมดสภาพ ก็ถึงคราวจะต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์กันแล้วคราวนี้

การดูแล รักษาแบตเตอรี่รถยนต์ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดไฟฟ้าของรถยนต์ให้ใช้งานได้นานนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่คุณตรวจเช็กระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่รถยนต์ทุกสัปดาห์ โดยเติมน้ำกลั่นให้ปริมาณได้ระดับอยู่เสมอ หากถ้าแบตเตอรี่ของคุณเป็นแบบที่มีผิวด้านข้างใส ก็สามารถส่องดูจากด้านข้างแบตเตอรี่ได้ แต่ถ้าแบตเตอรี่รถยนต์เป็นแบบผิวทึบ หรือมองจากทางด้านข้างของแบตเตอรี่ไม่สะดวก ก็ให้เติมน้ำกลั่นให้ท่วมแถบแผ่นธาตุไว้ประมาณ 1 เซนติเมตร ไม่ควรใช้น้ำกรองหรือใช้น้ำที่ไม่ใช่น้ำกลั่นเติมแบตเตอรี่รถยนต์โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้แบตเตอรี่รถยนต์มีอายุการใช้งานสั้นลง

-ขั้นตอนการทำความสะอาดแบตเตอรี่รถยนต์
ฟอง ก๊าชที่เกิดจากแบตเตอรี่จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดขี้เกลือที่ขั้ว แบตเตอรี่และสายไฟได้ แต่วิธีทำความสะอาดแบตเตอรี่รถยนต์ก็ไม่ใช่เรื่องยาก แค่ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้
ขั้นแรก ใช้แปรงลวดปัดทำความสะอาดด้านบนของแบตเตอรี่รถยนต์ เพื่อขจัดคราบสกปรกในเบื้องต้นก่อน
ขั้นที่สอง ใช้แปรงลวดจุ่มโซเดี่ยมคาร์บอเนต หรือโซดาผง ผสมน้ำ ปัดเพื่อทำความสะอาดแบตเตอรี่รถยนต์
ขั้นที่สาม ล้างโซเดี่ยมคาร์บอเนตออกด้วยน้ำสะอาด แล้วใช้ลูกยางดูดน้ำออกให้หมด
ขั้น ที่สี่ ถอดสายแบตเตอรี่ออกรถยนต์ (ถอดขั้วลบออกก่อน และเมื่อประกอบกลับคืน ให้ใส่ขั้วบวกก่อน เพื่อป้องกันการเกิดประกายไฟ) จากนั้นเช็ดเพื่อเอาคราบน้ำมันและจาระบีออก

-แบตเตอรี่รถยนต์หมดเพราะเปิดไฟหน้าทิ้งไว้
การ เปิดไฟหน้ารถทิ้งไว้หลังดับเครื่องยนต์ ไม่มีผลกับเครื่องยนต์แต่อย่างใด แต่แบตเตอรี่รถยนต์จะถูกดึงกระแสไฟฟ้าไปใช้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการประจุไฟเข้าแบตเตอรี่จากไดชาร์จเหมือนกับช่วงเวลาที่ติดเครื่อง ยนต์ ทำให้กระแสไฟฟ้าหมดหรือเหลือน้อยจนไม่เพียงพอสำหรับการสตาร์ตเครื่องยนต์ หากรู้ตัวว่าลืมปิดไฟหน้า เมื่อจอดรถยนต์ทิ้งไว้เป็นเวลานาน ไม่ควรรีบสตาร์ตเครื่องยนต์ทันที ควรปิดไฟแล้วรอให้แบตเตอรี่รถยนต์เก็บประจุ ประมาณ 5-10 นาที แล้วจึงทดลองสตาร์ต ถ้าสตาร์ต 2-3 ครั้งแล้วเครื่องยนต์ยังไม่ติด ไม่ควรพยายามสตาร์ตต่อ ที่สำคัญ ไม่ควรบิดกุญแจค้างไว้นานเกินไปในช่วงที่สตาร์ต เพราะอาจ ทำให้ไดสตาร์ตเสียหายได้


-ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับแบตเตอรี่รถยนต์

แบตเตอรี่ เป็นอุปกรณ์ประกอบรถยนต์ที่สำคัญ ทำหน้าที่เก็บกระแสไฟฟ้าสำรอง เมื่อเครื่องยนต์ถูกใช้งาน จะมีการประจุไฟฟ้าเข้า-ออก หมุนเวียนสู่แบตเตอรีรถยนต์่อยู่ตลอดเวลา โดยมีคัตเอาต์ทำหน้าที่ตัดประจุเมื่อไฟฟ้าเต็มแบตเตอรี่ และต่อการประจุเมื่อไฟฟ้าในแบตเตอรี่พร่องลง ปกติแล้ว แบตเตอรี่โดยทั่วไปจะมีอายุการใช้งานประมาณ 1.5-2.5 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา ซึ่งในปัจจุบันมีแบตเตอรี่รถยนต์แบบไม่ต้องเติมน้ำกลั่นบ่อย และแบตเตอรี่แบบแห้ง ซึ่งสะดวกต่อการดูแล มีความทนทาน และมีอายุการใช้งานมากกว่าแบบทั่วไป 3-6 เท่า หรือ 5-10 ปี แต่ก็มีราคาที่สูงกว่าเช่นกัน

-เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ใหม่
1. ต้องเติมน้ำกลั่นบ่อย
2. ไฟหน้าไม่สว่าง
3. ตอนเช้าสตาร์ทติดยาก
4. ใช้งานมานานกว่า 1.5 - 2 ปี
5. กระจกไฟฟ้าอืด



-ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ที่มีกำลังไฟมากขึ้น
ถ้ารถยนต์ของคุณต้องใช้กำลังไฟ เพื่อทำหน้าที่หลายอย่าง
1. เครื่องมือสื่อสาร
2. เปิดแอร์เป็นเวลานานๆ
3. ใช้รถทั้งกลางวัน-กลางคืน
4. มีการเพิ่มปริมาณไฟส่องสว่าง และติดเครื่องเสียงเพิ่ม
5. ใช้รถน้อย หรือใช้รถเฉพาะวันหยุด
6. ใช้รถเฉพาะกลางคืนและเปิดไฟส่องสว่างเป็นเวลานานๆ

ข้อควรจำ
1. หมั่นตรวจดูระดับน้ำกลั่นอย่าให้ต่ำกว่าจุด LOWER LEVEL
2. ขันขั้วแบตเตอรี่รถยนต์ให้แน่น เพื่อให้กระแสไฟเดินสะดวก
3. ทำความสะอาดคราบสกปรก ที่ติดตามขั้วแบตเตอรี่ และพื้นผิวให้สะอาด
10  AE Racing Club - FreeStyle / Free Style - AE Racing Club / Re: มาดูโคมแต่ง Projector AE101 ของต่างประเทศกัน เมื่อ: 23 กุมภาพันธ์ 2554 09:41:50
บ้านเรามีขายนะครับ  เมื่อวานไปเดินวรจักรมา  ดูข้อมูลที่นี่ได้

http://www.champpradubyont.com/product/index.php?option=com_virtuemart&Itemid=79&category_id=307&page=shop.browse&limit=20&limitstart=20

ส่วนราคาผมถามที่ ตึกศรีวรจักร  ชั้น 1   
ราคา  ชุดละ 5,500  มี ไฟหน้า 1 คู่ + ไฟมุมโคมดำ 1 คู่ + กระจัง
ราคานี้ยืนยันนะครับผมถามอยู่นานเลย  แต่เรื่องความสว่าง  คงต้องเปลี่ยนหลอดเป็น ซีนอน นะผมว่า
11  AE Racing Club - Knowledge Sharing / รวมบทความ ความรู้ ปัญหาต่างๆ ของรถใช้แก๊ส / Re: ตัดแก็สทีไร หัวทิ่มทุกที เมื่อ: 15 เมษายน 2553 12:15:51
     ก็เหยียบครัชตอน 2400 รอบ สิครับ เหมือนผม เท่านั้นแหละครับ นิ่งๆ ไม่ทิ่มด้วย
12  AE Racing Club - Knowledge Sharing / รวมบทความ ความรู้ต่างๆ / แอร์ไม่เย็นต้องแก้ไขอะไร มาดูกันต่อนะ เมื่อ: 17 กุมภาพันธ์ 2553 13:46:32
 
การแก้ไขอาการเสียของเครื่องปรับอากาศโดยทั่วไป
คอมเพรสเซอร์ไม่ทำงาน
สาเหตุ การแก้ไข
 1. สายพานฉุดคอมเพรสเซอร์ชำรุดหรือขาด  1. เปลี่ยนสายพานใหม่
 2. ขดลวดของคลัทช์แม่เหล็กขาด  2. เปลี่ยนใหม่
 3. ลูกสูบคอมเพรสเซอร์ติด  3. เปลี่ยนคอมเพรสเซอร์ใหม่
 4. เทอร์โมสตัทไม่ดี  4. เปลี่ยนใหม่
 5. ขดลวดของคลัทช์ช๊อตรอบ  5. เปลี่ยนหรือซ่อมใหม่
เครื่องยนต์ร้อนจัดขณะใช้เครื่องปรับอากาศ
สาเหตุ การแก้ไข
 1. สายพานพัดลมระบายความร้อนลื่น  1. ปรับหรือเปลี่ยนสายพานใหม่
 2. ปรับไฟเครื่องยนต์ไม่ถูกต้อง  2. ตั้งไฟใหม่
 3. ฝาครอบหม้อน้ำรั่ว  3. เปลี่ยนใหม่
 4. น้ำในหม้อน้ำน้อยเกินไป  4. เติมน้ำให้เต็มหม้อน้ำ
 5. คอนเดนเซอร์สกปรกมาก  5. ทำความสะอาดคอนเดนเซอร์
 6. หม้อน้ำสกปรก  6. ล้างหม้อน้ำให้สะอาด
 7. ลมระบายความร้อนไม่เพียงพอ  7. เปลี่ยนใบพัดให้ใหญ่หรือมีจำนวนใบมากขึ้น
 8. เปลี่ยนคอมเพรสเซอร์ที่มีพู่เลย์ใหญ๋กว่าเดิม  8. ลดพู่เลย์ของเครื่องที่ใช้ฉุดคอมเพรสเซอร์ลง
มีความเย็นที่ออกจากคอยล์เย็นน้อยหรือไม่มีเลย
สาเหตุ การแก้ไข
 1. คลัทช์คอมเพรสเซอร์เสีย  1. ซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่
 2. สายพานขับคอมเพรสเซอร์ลื่น  2. ปรับหรือเปลี่ยนสายพานใหม่
 3. มีอากาศร้อนภายนอกรั่วเข้ามาในรถ  3. ปิดช่องระบายอากาศภายในรถ
 4. รีซีฟเวอร์-ดรายเออร์ตัน  4. เปลี่ยนใหม่
 5. ท่อแคป ทิ้วบ์ "เอ็กซ์แพนชั่น วาล์ว" หัก  5. เปลี่ยน "เอ็กซ์แพนชั่น วาล์ว" ใหม่
 6. น้ำยาในระบบน้อยเกินไป  6. เติมน้ำยาให้ได้ตามเกณฑ์
 7. เอ็กซ์แพนชั่น วาล์ว เสีย  7. เปลี่ยนใหม่
 8. มีความชี้นอยู่ในระบบ  8. เปลี่ยนดรายเออร์ใหม่
มีน้ำแข็งจับที่คอยล์เย็น
สาเหตุ การแก้ไข
 1. เทอร์โมสตัทเสีย  1. เปลี่ยนเทอร์โมสตัทใหม่
 2. อีวาโปเรเตอร์สกปรก  2. ถอดทำความสะอาด
 3. ปรับเทอร์โมสตัทไม่ถูกต้อง  3. ปรับใหม่ให้ถูกต้อง
ปัญหาเกี่ยวกับสายพาน
สาเหตุ การแก้ไข
 1. พู่เลย์ไม่ตรงแนว  1. ปรับพู่เลย์ใหม่ให้ตรงแนว
 2. สายพานตึงหรือหย่อนเกินไป  2. ปรับหรือเปลี่ยนสายพานใหม่
 3. ใช้สายพานผิดร่องหรือผิดขนาด  3. เปลี่ยนสายพานใหม่ให้ถูกต้อง
 4. ลูกปืนตัวปรับสายพานเสีย  4. เปลี่ยนใหม่
 5. ชาร์จน้ำยาเข้าระบบมากเกินจนสายพานรับแรงไม่ไหว  5. ปล่อยน้ำยาออกบ้าง
ปัญหาที่เกี่ยวกับการยึดและการสั่นของคอมเพรสเซอร์
สาเหตุ การแก้ไข
 1. สกรูยึดคอมเพรสเซอร์หลุดหรือหลวม  1. เปลี่ยนหรือขันสกรูให้แน่น
 2. ไม่ได้ใส่แหวนสปิงกับสกรู  2. ใส่แหวนสปิงให้เรีบยร้อย
 3. ประกอบพู่เลย์กับแกนเพลาไม่ตั้งฉากกัน  3. ประกอบใหม่ให้เรีบยร้อย
 4. ขันสกรูแกนเพลาของคอมเพรสเซอร์ไม่แน่น  4. ขันใหม่ให้แน่น
 5. น้ำยาในระบบมากเกินไป  5. ปล่อยน้ำยาออกบ้าง
 6. ลูกปืนพู่เลย์เร่งสายพานฝืด  6. เปลี่ยนลูกปืนใหม่
 7. สายพานหลวมหรือเสีย  7. เปลี่ยนใหม่
เสียงดังจากคลัทช์แม่เหล็ก
สาเหตุ การแก้ไข
 1. ติดตั้งขดลวดของคลัทช์แม่เหล็กไม่แน่นหรือไม่กึ่งกลาง  1. ยึดขดลวดคลัทช์ใหม่
 2. สกรูแกนเพลาคอมเพรสเซอร์ไม่แน่น  2. ขันใหม่ให้แน่น
 3. ชุดคลัทช์ต่างรุ่นกับคอมเพรสเซอร์  3. เปลี่ยนคลัทช์ใหม่ให้ตรงรุ่น
คลัทช์แม่เหล็กไม่ทำงาน
สาเหตุ การแก้ไข
 1. ฟิวส์ขาด  1. เปลี่ยนฟิวส์ใหม่
 2. ขดลวดคลัทช์ขาด  2. ซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่
 3. ขดลวดคลัทช์ช๊ดตลงกราวด์  3. ซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่
 4. ไม่มีไฟเข้าคลัทช์  4. แก้ไขสายไฟหรือแหล่งจ่ายไฟ
 5. เทอร์โมสตัทช์เสีย  5. เปลี่ยนใหม่
 6. สวิทช์ปรับอากาศเสีย  6. เปลี่ยนใหม่
 7. คอมเพรสเซอร์ล็อด  7. ซ่อมหรือเปลี่ยนคอมเพรสเซอร์
พัดลมคอยล์เย็นไม่ทำงาน
สาเหตุ การแก้ไข
 1. ฟิวส์ขาด  1. เปลี่ยนฟิวส์หม่
 2. สายพัดลม ขาด หลุดหรือหลวม  2. เปลี่ยนหรือต่อใหม่ให้แน่น
 3. สวิทช์ปรับอากาศเสีย  3. เปลี่ยนใหม่
 4. มอเตอร์พัดลมเสีย  4. ซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่
 5. ใบพัดลมติดกับเปลือกครอบ  5. ถอดและปรับใบพัดใหม่
 6. ไม่มีไฟเข้ามอเตอร์พัดลม  6. แก้ไขแหล่งจ่าย
 7. สายกราวด์มอเตอร์พัดลมไม่แน่น  7. ต่อใหม่ให้แน่น
พัดลมคอยล์เย็นหมุนช้าเกินไป
สาเหตุ การแก้ไข
 1. สายไฟเข้าพัดลมหลวมหรือรั่วลงกราวด์  1. ต่อหรือเปลี่ยนสายใหม่
 2. มอเตอร์พัดลมฝืด  2. ซ่อมใหม่
 3. ใบพัดลมสีกับเปลือกครอบ  3. ปรับใบพัดใหม่
 4. แรงดันไฟฟ้าเข้ามอเตอร์ไม่ถูกต้อง  4. แก้ไขแหล่งจ่าย
คอมเพรสเซอร์รั่ว
สาเหตุ การแก้ไข
 1. รั่วที่เปลือกคอมเพรสเซอร์  1. เปลี่ยนปะเก็นคอมเพรสเซอร์
 2. รั่วที่แกนเพลาของคอมเพรสเซอร์  2. เปลี่ยน "ชาร์ฟ ซีล" ใหม่
 3. มีน้ำมันรั่วออกมาจากคอมเพรสเซอร์  3. เติมน้ำมันให้ได้ระดับ และเปลี่ยนปะเก็นใหม่
13  AE Racing Club - Knowledge Sharing / รวมบทความ ความรู้ต่างๆ / แอร์ไม่เย็นต้องแก้ไขอะไร มาดูกันนะ เมื่อ: 17 กุมภาพันธ์ 2553 13:30:37
1.เครื่องปรับอากาศไม่เย็น
สาเหตุจากระบบไฟฟ้า
สาเหตุ การแก้ไข
 1. ฟิวส์ขาด  1. เปลี่ยนฟิวส์ใหม่
 2. สายขาดหรือจุดต่อหลวม  2. ต่อสายหรือเปลี่ยนสายใหม่
 3. ขดลวดของ " คลัทซ์" ขาด  3. ซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่
 4. เทอร์โมสตัทเสีย  4. เปลี่ยนใหม่
 5. มอเตอร์พัดลมคอยล์เย็นเสีย  5. ซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่
สาเหตุจากระบบทางกล
สาเหตุ การแก้ไข
 1. สายพานลื่นหรือขาด  1. เปลี่ยนสายพานใหม่
 2. คอมเพรสเซอร์ล็อค  2. ซ่อมหรือเปลี่ยนคอมเพรสเซอร์
 3. มอเตอร์พัดลมคอยล์เย็นล็อค  3. ซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่
สาเหตุจากระบบน้ำยา
สาเหตุ การแก้ไข
 1. ท่อน้ำยาแตก , หลวมหรือรั่ว  1. เปลี่ยนท่อน้ำยาใหม่
 2. มีการรั่วซึมของน้ำยาในระบบ  2. ตรวจหาจุดรั่วและทำการซ่อม
 3. ซิลเพลาของคอมเพรสเซอร์รั่ว  3. เปลี่ยนใหม่
 4. รีซีฟเวอร์-ดรายเออร์ตัน  4. เปลี่ยนใหม่
 5. เอ็กซ์แพนชั่นวาล์วตัน  5. ล้างทำความสะอาดใหม่
 6. ลิ้นคอมเพรสเซอร์เสีย  6. เปลี่ยนใหม่
 7. เอ็กซ์แพนชั่นวาล์วเสีย  7. เปลี่ยนใหม่
 2. เครื่องปรับอากาศให้ความเย็นไม่พอเพียง
สาเหตุจากระบบไฟฟ้า
สาเหตุ การแก้ไข
 1. มอเตอร์พัดลมไม่มีแรงหรือหมุนช้า  1. ซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่
 2. คลัทช์แม่เหล็กลื่น  2. ตรวจแรงดันไฟฟ้าถ้าใช้ได้ให้เช็คคลัทช์
 3. คลัทช์ตัดต่อบ่อยเกินไป  3. เช็ดเทอร์โมสตัท ถ้าเสียให้เปลี่ยนใหม่
สาเหตุจากระบบทางกล
สาเหตุ การแก้ไข
 1. คลัทซ์แม่เหล็กลื่น  1. ตรวจแรงดันไฟฟ้าถ้าใช้ได้ให้เช็คคลัทช์
 2. ปริมาณลมเย็นน้อยผิดปกติ  2. อีวาโปเรเตอร์ (ล้างและทำความสะอาด)
 3. คอนเดนเซอร์ระบายไม่ดี  3. ทำความสะอาดคอนเดนเซอร์หรือติดพัดลมช่วย
 4. เปิดช่องระบายอากาศในรถทิ้งไว้  4 .ปิดช่องระบายอากาศ
 5. กลไกการทำงานของเทอร์โมสตัทเสีย  5. เปลี่ยนเทอร์โมสตัทใหม่
สาเหตุจากระบบน้ำยา
สาเหตุ การแก้ไข
 1. มีน้ำยาอยู่ในระบบน้อยเกินไป  1. เติมน้ำยาเข้าระบบให้ได้ตามเกณฑ์
 2. กระเปาะรับอุณภูมิของ ที.อี.วี.หลวม  2. ทำความสะอาดและยึดใหม่ให้แน่น
 3 .รีซีฟเวอร์-ดรายเออร์สกปรก  3. เปลี่ยนใหม่
 4. เอ็กซ์แพนชั่น วาล์ว สกปรก  4. ล้างทำความสะอาดใหม่
 5. มีความชื้นอยู่ในระบบ  5. เปลี่ยนรีซีฟเวอร์-ดรายเออร์และชาร์จน้ำยาใหม่
 6. มีอากาศอยู่ในระบบ  6. ปล่อยน้ำยาเดิมทิ้ง และชาร์จน้ำยาใหม่
 7. มีน้ำยาในระบบมากเกินไป  7. ปล่อยน้ำยาทิ้งจนได้ตามเกณฑ์
 8. เทอร์โมสตัทเสีย  8. เปลี่ยนเทอร์โมสตัทใหม่
3. เครื่องปรับอากาศให้ความเย็นไม่สม่ำเสมอ
สาเหตุจากระบบไฟฟ้า
สาเหตุ การแก้ไข
 1. มอเตอร์พัดลมเสีย  1. ซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่
 2 .ขดลวดคลัทช์เสีย  2. ซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่
 3. แปลงถ่านของคลัทช์สึกหรือชำรุด(ถ้ามี)  3. เปลี่ยนใหม่
 4. ต่อกราวด์ของคลัทช์หรือพัดลมไม่แน่น  4 .ต่อใหม่ให้แน่น
 5. จุดต่อสายไฟหลวม  5. เช็คและต่อใหม่ให้แน่น
สาเหตุจากระบบทางกล
สาเหตุ การแก้ไข
 1. คลัทช์แม่เหล็กลื่น  1. เปลี่ยนคลัทช์ใหม่ (ถ้าระบบไฟฟ้าปกติ)
สาเหตุจากระบบน้ำยา
สาเหตุ การแก้ไข
 1. มีความชื้นอยู่ในระบบ  1. เปลี่ยนรีซีฟเวอร์-ดรายเออร์ใหม่
 2. เอ็กซ์แพนชั่นวาล์วทำงานไม่ถูกต้อง  2. เปลี่ยนใหม่
 3. เทอร์โมสตัทเสีย  3. เปลี่ยนใหม่
4. มีเสียงดังขณะเครื่องปรับอากาศทำงาน
สาเหตุจากระบบไฟฟ้า
สาเหตุ การแก้ไข
 1. จุดต่อสายไฟคลัทซ์หลวม  1. ต่อใหม่ให้แน่น
 2. ขดลวดของคลัทซ์เสีย  2. เปลี่ยนใหม่
สาเหตุจากระบบทางกล
สาเหตุ การแก้ไข
 1. สายพานหลวมหรือชำรุด  1. ปรับหรือเปลี่ยนสายพานใหม่
 2. มีเสียงดังจากคลัทช์  2. เช็คคลัทช์แม่เหล็ก และซ่อมหรือเปลี่ยน
 3. สกรูยึดคอมเพรสเซอร์หลุดหรือหลวม  3. ยึดสกรูใหม่ให้แน่น
 4. ระดับน้ำมันในคอมเพรสเซอร์ต่ำ  4. เติมน้ำมันให้ได้ตามเกณฑ์
 5. ยึดใบพัดลมกับแกนมอเตอร์ไม่แน่น  5. ยึดใหม่ให้แน่น
 6. ใบพัดลมสีกับเปลือกครอบ  6. ถอดและปรับตั้งใหม่
 7. ลูกปืนคอมเพรสเซอร์เสีย  7. เปลี่ยนใหม่
 8. ลูกปืนเร่งสายพานเสีย  8. เปลี่ยนใหม่
 9. ยึดชุดคอยล์เย็นไม่แน่น  9. ยึดใหม่ให้แน่น
สาเหตุจากระบบน้ำยา
สาเหตุ การแก้ไข
 1. ชาร์จน้ำยาเข้าระบบมากเกินไป  1. ปล่อยน้ำยาออกจนได้ความดันตามเกณฑ์
 2. มีความชื้นอยู่ในระบบ  2. เปลี่ยนดรายเออร์
 3. มีน้ำยาอยู่ในระบบน้อยเกินไป  3. เติมน้ำยาเข้าระบบตามเกณฑ์
ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ เครื่องปรับอากาศรถยน์ (Automotive airconditioning repair) เรียบเรียงโดย พานิชพล มงคลเจริญ
14  AE Racing Club - Knowledge Sharing / รวมบทความ ความรู้ ปัญหาต่างๆ ของรถใช้แก๊ส / Re: ขอข้อมูลสปริง AT190 กับ ST191ครับ เมื่อ: 01 มกราคม 2553 14:52:41
 
AT190 จะเล็กกว่าครับ แต่จะแข็งสักนิด  ท้ายโด่งกำลังดูดี  ผมใส่อยู่ครับ ท้ายจะแข็ง เด้งๆ หน่อย (โช๊คเดิมนะ)
หน้า: [1]
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2008, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!